เที่ยวโรงงานเซรามิกส์ (1) ♪
June 15, 2008
วันนี้ทีมงานของเราพาเยี่ยมชมโรงงานเซรามิกส์ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการผลิตสินค้าให้กับบริษัทของเรา โรงงานของเราตั้งอยู่ในจังหวัดลำปางไปดูกันเลยนะครับ ว่าเซรามิกส์สวยๆ ในรูปนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

ขั้นตอนแรกก็คือการออกแบบชิ้นงานต้นแบบ หรือการทำโปรโตไทพ์ (Prototype) ขึ้นมาก่อน การออกแบบชิ้นงานที่เป็นรูปทรงอิสระ หรือตุ๊กตาต่างๆ จะขึ้นแบบโดยใช้มือปั้น หรือใช้เครื่องมือต่างๆ เข้าช่วยเพื่อให้ได้รูปร่างตามต้องการ ขั้นตอนของการออกแบบนี้ทีมงานออกแบบของเราก็จะช่วยกันคิดคอนเส็ปและเสนอออกมาเป็นภาพร่าง หลังจากนั้นเราก็จะลองขึ้นรูปดู บางครั้งคอนเส็ปก็มาจากลูกค้าเหมือนกัน

หลังจากที่ทำต้นแบบเสร็จแล้วกระบวนการถัดไปก็คือการทำแบบพิมพ์พลาสเตอร์ (Plaster Mould) สำหรับใช้ให้การทำก๊อปปี้ชิ้นงานออกมา ขั้นตอนก็คือ ตัวต้นแบบที่ทำเป็นปูนพลาสเตอร์ จะถูกถอดรายละเอียดออกมาเป็นแม่พิมพ์ปูนพลาสเตอร์อีกที แม่พิมพ์ปูนพลาสเตอร์ตัวนี้แหละที่เราจะเทน้ำสลิป (slip casting) ลงไป ใช้เวลาประมาณ 5 นาที แม่พิมพ์ปูนพลาสเตอร์ก็จะดูดดน้ำออกจากสลิปบริเวณด้านข้าง จึงทำให้นำสลิปส่วนที่ติดกับแม่พิมพ์แข็งตัว เราก็จะเทน้ำสลิปส่วนที่เหลือออก รอพิมพ์ให้แห้งสนิท แล้วก็แกะชิ้นงานออกมา — ทั้งหมดเราเรียกกระบวนการนี้ว่า "การหล่อแบบเทออก (Drain Casting)" หรือที่เรียกกันตามประสาช่างทั่วๆ ไปว่า "หล่อกลวง"
รู้จักกับออโตมาตา
May 29, 2008
ถ้าพูดคำว่า “ออโตมาตา (Automata)” หลายๆ คนคงไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่ถ้าพูดว่า “หุ่นยนต์ (Robots)” แล้วล่ะก็ เชื่อแน่ว่าพวกเราคงร้องอ๋อกันเป็นเรื่องธรรมดา
แล้วออโตมาตาคือหุ่นยนต์อย่างนั้นหรือ เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร
ออโตมาตา ก็เหมือนกับเป็นคุณปู่ทวดของหุ่นยนต์นั่นเอง เพราะมันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ศตวรรษที่แล้ว (ช่วงศตวรรษที่ 13 – 19) บ้านเกิดของมันอยู่ในประเทศฝรั่งเศส และแถบชานแดนระหว่างฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์ ออโตมาตาเป็นหุ่นกล (Mechanical Dolls) ที่ถูกประดิษฐ์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการแสดง หรือเอาไว้ตั้งโชว์ในบ้านของผู้มีอันจะกินเท่านั้น ชื่อที่ได้มาก็มีรากศัพท์มาจาก Automaton หรือ Automation หรือที่คนไทยเรียกว่า “อัตโนมัติ” นั่นเอง หุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ตามที่ถูกออกแบบไว้ เช่น เทน้ำชาจากกาน้ำลงในถ้วยแล้วยกขึ้นดื่มระหว่างที่ทำท่าทางคุยกับเพื่อนๆ ออโตมาต้าบางตัวก็เล่นดนตรี ขี่จักรยาน หรือว่านั่งเขียนหนังสือ เป็นต้น
แน่นอนว่าความสลับซับซ้อนของออโตมาตาในสมัยก่อนนั้นย่อมไม่สามารถเทียบเคียงได้กับหุ่นยนต์ในยุคสมัยปัจจุบัน แต่สิ่งที่น่าทึ่งเกี่ยวกับพวกมัน ก็คือ สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่ไม่มีอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ หรือระบบควบคุมสมัยใหม่เลย งานที่เกิดขึ้นถือเป็นงานที่เรียกว่า Clockwork หรือเป็นเทคนิคที่ช่างทำนาฬิกาใช้ทำนาฬิกา ต้นแรงที่ใช้ในการเคลื่อนไหวก็มาจากลานสปริงโลหะ เวลาจะให้มันขยับก็ต้องมีการไขลาน ออโตมาตาทุกตัวที่เคลื่อนไหวได้พริ้วไหวราวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้าแม้แต่ตัวเดียว
งาน Clockwork เหล่านี้ไม่สามารถเรียกได้อย่างสนิทใจว่าเป็นศาสตร์ (Sciences) หรือว่าเป็นศิลป์ (Arts) เพียงอย่างเดียว และนักประดิษฐ์ที่รังสรรค์งานเหล่านี้ก็ไม่อาจจะถูกจัดลงในกลุ่มช่างเทคนิค (Technicians) หรือว่าศิลปิน (Artist) ด้วยความที่สิ่งประดิษฐ์นี้เป็นการประสมประสานกับระหว่างศาสตร์และศิลป์กันอย่างเหมาะเจาะลงตัว
นอกจากออโตมาตาแล้ว สิ่งประดิษฐ์ที่คล้ายๆ กันยังเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นราวๆ เมื่อสี่ร้อยปีมาแล้ว (ในยุคสมัยที่บ้านเรายังเป็นกรุงศรีอยุธยาอยู่) สิ่งประดิษฐ์นี้มีชื่อว่า คาราคุริ นินเกียว (karakuri ningyo) เหมือนในรูปทางด้านซ้ายมือ [ที่มา http://www.karakuri.info ] เป็นหุ่นกลที่ถูกสร้างขึ้นในวัตถุประสงค์ที่ใกล้เคียงกับออโตมาตาของทางยุโรป แต่ออกจะเน้นไปทางด้านการสร้างความฉงนปนทึ่งให้กับผู้พบเห็นเสียมากกว่าหุ่น คาราคุริ นินเกียว นั้นถูกทำมาในหลายๆ รูปแบบ ตัวที่ดังๆ ก็อย่างเช่น หุ่นเสิร์ฟน้ำชา และหุ่นยิงธนู ผู้เขียนจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับหุ่นเหล่านี้มาเสนอเพิ่มเติมในรายละเอียดต่อไป
ลิงค์ไปเว็บภายนอก (External Links)
มนต์เสน่ห์ของ “โอทารุ”
May 13, 2008

เมืองโอทารุ เป็นเมืองท่าเล็กๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น บนเกาะฮ็อกไกโด สามารถไปได้โดยการนั่งรถไฟจากซับโปโรไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราวครึ่งชั่วโมง เมืองโอทารุมีคลองที่สวยงาม และบ้านเรือนที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกในสมัยโบราณ จึงทำให้ใครก็ตามที่มีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในแถบซัปโปโรจะไม่ยอมพลาดที่จะแวะไปยังเมืองนี้ นอกจากบ้านเรือนสไตล์ตะวันตกกับพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ที่โอทารุรับมาแล้ว โอทารุยังเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับ กล่องดนตรี (Musicbox) เครื่องแก้ว (Glassware) กับ เซรามิกส์ (Ceramics) อีกด้วย 
กำเนิดกล่องดนตรี
May 13, 2008
เมื่อราวๆ สองร้อยกว่าปีมาแล้ว (คศ. 1776) ช่างทำนาฬิกาคนหนึ่งในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมือง Geneva Antoine Favre ได้ทดลองนำกลไกในการสร้างเสียงเข้าไปติดตั้งในนาฬิกาพก ขวดน้ำหอม และจี้ห้อยคอ โดยกลไกของสิ่งประดิษฐ์ที่เขาสร้างขึ้นนี้ใช้สิ่งที่เรียกว่า “หวี ดนตรี (music comb)” หวีดังกล่าวสร้างขึ้นจากเหล็กชุบแข็ง ซี่ของหวีแต่ละซี่จะมีความสั้นยาวไม่เท่ากันซึ่งทำให้เมื่อถูกดีดจะเกิดเสียงก้องกังวานเป็นเสียงโน๊ต ดนตรีที่สูงต่ำแตกต่างกันออกไป ทรงกระบอกอันหนึ่งจะถูกนำมาติดตั้งใกล้ๆ กับหวีดังกล่าวและถูกบังคับให้หมุนด้วยอัตราเร็วคงที่ บนทรงกระบอกนั้นจะมีเข็มเล็กๆ มากมายปักอยู่เพื่อทำหน้าที่ในการดีดซี่เหล็กของหวี ตำแหน่งต่างๆ ในการวางเข็มลงบนทรงกระบอกก็ถือได้ว่าเป็นความคิดแรกๆ ของมนุษย์ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว
กล่องดนตรีแบบทรงกระบอก (Cylinder Music Boxes) อนุญาตให้ผู้ฟังสามารถเพลิดเพลินกับดนตรีได้โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เล่น – ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากสำหรับคนสมัยนั้น อย่าลืมว่าเวลานั้นถ้าอยากฟังดนตรีก็ต้องมีคนเล่นดนตรีให้ฟัง – ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในเวลานั้นก็คือกล่องดนตรีหนึ่งเครื่องจะเล่นเพลงได้เพียงเพลงเดียวเท่านั้น! ภายหลังจึงได้เกิดแนวคิดของการแบ่งแทร็คของบนทรงกระบอกพร้อมๆ กับขยายช่องว่างระหว่างซี่หวี เพื่อที่จะทำให้แทร็กของเข็มเข้าไปสัมผัสกับซี่หวีได้ทีละแทร็ก วิธีนี้ทำให้เราสามารถฟังเพลงได้หลายเพลงโดยใช้ทรงกระบอกเพียงหนึ่งกระบอก ในเวลานั้นเราสามารถฟังเพลงได้มากที่สุดถึง 12 เพลงต่อหนี่งกระบอกเลยทีเดียว
กล่องดนตรีแบบทรงกระบอกบางรุ่นก็พัฒนาให้สามารถเปลี่ยนกระบอกดนตรีได้ เรียกว่าแบบ Interchangeable Cylinder Music Box ถือเป็นยุครุ่งเรืองของกล่องดนตรีแบบนี้เลยทีเดียว
กว่าจะมาเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลก
May 13, 2008
“เพลงในตอนนั้นคือ เพลง “Butterfly”
แต่เสียงของมันกลับฟังดูเหมือนใครสักคนกำลังเคาะก้นของถังน้ำอยู่
มันฟังดูทึบๆ ตันๆ อย่างไรบอกไม่ถูก“
อ้างอิงตามคำบอกเล่าของนายอากิฮิโกะ อิซากะ จากสำนักงานใหญ่ฝ่ายเทคโนโลยีและวิศวกรรมของบริษัท Sankyo Seiki “ความพยายามประการแรกของพวกเราในการที่จะปรับปรุงคุณภาพของเสียงก็คือการปรับปรุงรูปร่างของฟันเหล็กของแผ่นสั่นสะเทือนถ้าฟันของหวีมีความหนามากเกินไปเสียงที่ได้ก็จะออกมาแข็ง แต่ถ้าฟันของหวีบางเกินไปเสียงที่ได้ก็จะออกมานิ่มเกินไปพวกเราทำงานหนักมากเพื่อที่จะได้รูปร่างและความหนาที่เหมาะสมของฟันหวีเหล่านั้นปัญหาต่อไปที่พวกเราต้องเจอกเกี่ยวข้องกับการกำจัดเสียงรบกวน(Noise) โดยคุณลักษณะทางกลไกของกล่องดนตรีแล้ว ปัญหานี้ถือได้ว่าแก้ยากมากๆ เลยทีเดียว”ปัญหาที่ว่าก็คือ เมื่อฟันของหวีนั้นถูกดีดและเริ่มที่จะสั่นสะเทือนเพื่อทำให้เกิดเสียง มันจะกินช่วงเวลาในการกำเนิดเสียงสักพักนึงเลยทีเดียว แต่ก่อนที่มันจะหยุดสั่นสะเทือนนั้น เข็มอันถัดไปก็ใกล้เข้ามาเพื่อที่จะทำหน้าที่ดีดตัวโน๊ตถัดไป การรบกวนกันของเสียงตัวโน๊ตสองตัวนี้แหละที่ทำให้เกิดเสียงรบกวนขึ้นมาในเพลง การแก้ไขปัญหาสามารถทำได้โดยการติดตัวลดการกระทบกัน (Damper)ไว้ด้านล่างของฟันหวี ทั้งนี้วัสดุที่นำมาใช้เป็นตัวลดการกระแทกก็มีคุณลักษณะพิเศษของมันอีกด้วย
“ทุกวันนี้ตัวลดการกระแทกของเราเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ แต่เมื่อตอนนั้นพวกเราได้พยายามพัฒนากล่องดนตรีของพวกเราโดยการใช้ขนไก่ และนั่นเป็นที่มาของข่าวลือร้ายๆ ว่าตั้งแต่โรงงานของพวกเราเริ่มเปิดดำเนินการ บรรดาไก่ที่ถูกเลี้ยงไว้รอบๆ โรงงานนั้นค่อยๆ หายตัวไปอย่างลึกลับ ” คุณอิซากะพูดเรื่องนี้พร้อมๆ กับหัวเราะกับความทรงจำนั้น
เมื่อกล่องดนตรีได้รับการพัฒนาเรื่องเสียงให้ดีแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำตัวเครื่องดนตรีวางลงในชิ้นงานโมเซอิกไม้ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างปราณีตบรรจงในสไตล์งานหัตถกรรมพื้นบ้านของเมือง “ฮาโกเนะ” มันเป็นช่วงเวลาราวๆ ปลายปี ค.ศ. 1948 กว่าบริษัทจะพร้อมทำการส่งสินค้าให้กับลูกค้าได้ ในเวลานั้นกล่องดนตรีเป็นสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาเหล่าทหารอเมริกันที่มาญี่ปุ่นในเวลานั้น สิ่งนี้ได้ทำให้กล่องดนตรีเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามช่วงเวลาของกล่องดนตรีนั้นกำลังจะหมดลงพร้อมๆ กันทั่วทั้งโลก
ช่วงปลายของศตวรรษที่ 18 กล่องดนตรีแบบทรงกระบอก(Cylinder Type) ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นจากชิ้นส่วนอะไหล่ของนาฬิกานั้นถือเป็นสินค้าที่หรูหรามีระดับมาก ชิ้นงานมักจะถูกออกแบบควบคู่กับการเลือกใช้วัสดุอย่างดีและศิลปะที่ใช้ก็เป็นศิลปะชั้นสูงด้วย การเกิดขึ้นของกล่องดนตรีแบบจาน (Disc Type) ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19
อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกของศตวรรษที่ 20 สิ่งประดิษฐ์ของโทมัส อัลวา เอดิสัน ที่เรียกว่า “โฟโนกราฟ (Phonograph)” - โฟโนกราฟก็คือสิ่งประดิษฐ์ที่ภายหลังได้พัฒนากลายไปเป็นเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั่นเอง -
กล่องดนตรีนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ กล่องดนตรีแบบทรงกระบอก (Cylinder) และกล่องดนตรีแบบจาน (Disc Type) ในกล่องดนตรีแบบทรงกระบอกนั้น เข็มเล็กๆ จะถูกนำมาติดกับทรงกระบอกเสียงที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการที่เข็มเล็กๆเหล่านั้นทำการดีดซี่ที่มีความยาวแตกต่างกันของหวีเหล็ก - เราอาจจะเรียกหวีเหล็กอันนี้ในภาษาเทคนิคได้ว่า “แผ่นกำเนิดการสั่น (Vibrating Plate)” – สำหรับในกล่องดนตรีแบบจานนั้นแผ่นจานเหล็กจะทำหน้าที่ในการหมุนจานเกียร์เล็กๆ ที่มีชื่อว่า “ล้อดาว (Star Wheels)” ที่ซึ่งทำหน้าที่ในการดีดซี่เหล็กของหวีอีกที
ประวัติกล่องดนตรี
May 6, 2008
- กล่องดนตรีมีต้นกำเนิดมาจากระฆังในโบสถ์ที่ใช้ตีเพื่อบอกเวลา คล้ายๆ กับระฆังวัดบ้านเรา แต่ระฆังโบสท์แต่ละใบจะมีเสียงสูงต่ำแตกต่างกัน เวลาตีแล้วจะได้ยินเป็นเสียงเพลง เพลงหนึ่งที่ดังมากๆ และยังถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาจนทุกวันนี้ก็คือเพลงเวสมินเตอร์ ชาร์ม (Westminster Chimes) นั่นเอง
- ปี ค.ศ. 1796 นาย อองตวน ฟาเวร่ (Antoine Favre) ชาวเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นำเทคนิคสร้างเสียงเพลงจากระฆังนี้มาดัดแปลง โดยใช้แท่งโลหะและลูกตุ้มไปติดแทนแล้วเชื่อมโยงด้วยหมุดเหล็ก พัฒนาให้เป็นนาฬิกาเสียงดนตรี
- ปี ค.ศ. 1802 นายอองตวน ฟาเวร่ ได้นำผลงานประดิษฐ์ดังกล่าวมาย่อส่วนใส่ลงในกล่องยานัตถุ์ เป็นกล่องยานัตถุ์เพลง (Music snuff box) ซึ่งถือเป็นต้นแบบของกล่องดนตรีในเวลาต่อมา
- ปีค.ศ.1815 ทั้งกรุงเจนีวา(Geneva)และเมืองสเต-ครัวซ์ (Santa Croix)กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตกล่องดนตรี โดยนายเดวิด เลอคูลเทรถือเป็นนายช่างคนแรกที่นำโลหะทรงกระบอกมาใช้ตรึงหมุด (Pinned Cylinder)ในกล่องเพลงเป็นคนแรกทั้งเป็นคนเพิ่มซี่เหล็กทำเสียงดนตรีออกเป็น 5 ซี่ เพื่อเพิ่มเสียงตัวโน้ตมากขึ้น
- ขณะเดียวกันพี่น้องตระกูลนิโคลก่อตั้งโรงงานผลิตกลอ่งดนตรีชื่อ นิโคล-เฟรเรส์ พัฒนาเทคนิคทำกล่องเพลง เช่นใช้ไม้ผลมาทำเป็นตัวกล่องให้สวยงาม และใช้ตัวควบคุมการทำงานของดนตรี 3 ตัว (ตัวเปลี่ยนเสียงเพลง ตัวเริ่มและหยุดเสียง และตัวหยุดเสียงทันที)นอกจากนี้ยังประดิษฐ์ตัวไขลานติดไว้ที่ด้านซ้ายของกล่อง (บริษัทนี้มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน)
- ในช่วงปี ค.ศ. 1850-1870 ถือเป็นช่วงที่มีการประดิษฐ์กล่องดนตรีที่ประณีตที่สุดทั้งในด้านเสียงเพลงและตัวกล่อง จากนั้นในช่วงปี ค.ศ. 1880 อุตสาหกรรมการผลิตกระบอกโลหะ (Cylinder) เฟื่องฟูมาก เมื่อกล่องเพลงเป็นที่นิยมแพร่หลาย คนธรรมดาเดินดินก็ซื้อได้(ก่อนหน้านี้เฉพาะเศรษฐีหรือผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นเจ้าของเครื่องดนตรีชนิดนี้)
- แต่การผลิตกล่องเพลงมาชะงักราวปี ค.ศ. 1910 เมื่อประชาชนหันไปนิยมเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เอดิสัน (Thomas A. Edison) ประดิษฐ์ขึ้น ในปี ค.ศ. 1877
- เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เศรษฐกิจของทางยุโรปก็ซบเซาลงจนถึงขั้นขาดแคลน อุตสาหกรรมและธุรกิจกล่องดนตรีก็ค่อยๆ เลือนหายไป
- ในปัจจุบันกล่องดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดยังคงเป็นของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่บริษัทเยอรมันเองก็ไม่น้อยหน้าสามารถครองส่วนแบ่งของตลาดได้มากที่สุด

